สุขภาพดีๆไม่มีขาย | cnxnews ข่าวเชียงใหม่รายวัน ทันทุกสถานการณ์ - Part 2

Category : สุขภาพดีๆไม่มีขาย

คณะแพทย์ มช. แนะวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อเลี่ยงมลพิษทางอากาศ

 คณะแพทย์ มช. แนะวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อเลี่ยงมลพิษทางอากาศ      มลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้อย่างชัดเจนทั่วๆไปทั้งในเขตชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่พัฒนาที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมอุตสาหกรรม การคมนาคม การจราจร การก่อสร้าง การเผาขยะมูลฝอยรวมทั้ง การเผาของเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสารมลพิษเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของโลก การทำลายชั้นโอโซนเป็นต้น จังหวัดเชียงใหม่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบในแอ่งกระทะ ในขณะที่สภาพความกดอากาศ อุณหภูมิ และความชื้นในอากาศก่อให้เกิดหมอกในตอนเช้า เมื่อหยดน้ำในอากาศรวมตัวกับฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศ เกิดเป็นลักษณะของ Smog (Smoke+fog) ขึ้น ทําให้เกิดสภาพฟ้าหลัวมลพิษจึงถูกกดไว้ไม่สามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ  ประชาชน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่งกับภาวะฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชนทั่วไปจึงขอแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศดังนี้ ผู้ใช้รถยนต์ควรเปิดระบบหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก ผู้ขี่รถจักรยานยนต์ควรใส่แว่นกันลมป้องกันฝุ่นละอองระคายเยื่อบุตาและใช้หน้ากากอนามัยหรือใช้ผ้าหนาๆชุบน้ำ ปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการทํากิจกรรมภายนอกอาคาร ออกนอกบ้านเมื่อจำเป็น งดการออกกําลังกายทุกชนิดในที่โล่งและที่ร่มโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะในขณะที่อากาศในที่โล่งมีลักษณะหมอกควันหนา มีมลพิษหรือควันพิษ จะทําให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กถูกหายใจเข้าไปสู่ถุงลมในปอดได้ ขณะมีอาการเป็นหวัดควรใช้หน้ากากอนามัยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่โล่ง ใช้น้ำเกลือกลั้วคอแล้วบ้วนทิ้งวันละ3-4 ครั้ง ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจโรคหัวใจ ควรมียาฉุกเฉินพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา สังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกรณีอาการกำเริบควรพบแพทย์หรือคลินิกใกล้บ้าน หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อมและอากาศสกปรก เช่น เขม่าควันไฟ ควันท่อไอเสียรถยนต์ ไอจากสารเคมี งดการประกอบอาหารโดยใช้เตา การเผากิ่งไม้ใบไม้ การจุดธูป ซึ่งเป็นบ่อเกิดของมลพิษทางอากาศและโรคมะเร็ง ภายในอาคาร/บ้าน ให้ใช้พัดลมดูดอากาศออก สร้างม่านน้ำไหลจากหลังคาจะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศลงได้ ทำความสะอาดห้องทำงาน บ้านเรือน ด้วยผ้าชุบน้ำ หรือ ม๊อบ ไม่ควรกวาดหรือดูดฝุ่นให้ฟุ้งกระจาย ติดเครื่องกรองอากาศที่สามารถกรองอนุภาพขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ [&hellip

9 วิธี หยุดทรมาน จากอาการปวดศีรษะ

9 วิธี หยุดทรมาน จากอาการปวดศีรษะ (สุขภาพดี) เพราะอาการปวดศีรษะอยู่ใกล้ตัวเราทุกคน ยิ่งสาว ๆ คนไหนทำงานแบบลืมพักผ่อน รับรองว่าอาการปวดศีรษะจะมาเคาะประตูเยี่ยมเยือนบ่อยยิ่งกว่าบ่อยแน่นอน ยิ่งช่วงไหนทั้งพักผ่อนน้อย ทั้งเครียด และมีประจำเดือนแล้วล่ะก็ อาการปวดศีรษะจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เสียจนยาแก้ปวดแทบจะเอาไม่อยู่เลยทีเดียว แต่อย่าเพิ่งกังวลเรามี 9 วิธี หยุดทรมานจากอาการปวดศีรษะมาฝาก 1. 6.30 น. : ออกกำลังกายรับวันใหม่ การออกกำลังกายทุกวัน นอกจากจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดีและร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันอาการปวดศีรษะอีกด้วย ผลการศึกษาจากอาสาสมัครชาวอเมริกันพบว่า คุณผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะต้องรบกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มากกว่าคุณผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 2. 9.00 น. : กาแฟหนึ่งถ้วย อาจช่วยคุณได้ หากคุณรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะเริ่มจะมาถามหา การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย่างชาหรือกาแฟอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เจโรเม่ ดิซอน (Jerome Dwxon) ผู้เชี่ยวชาญด้านบำบัดอาการปวดศีรษะ แนะนำว่าการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อาจช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ซึ่งในรายที่หยุดบริโภคสารคาเฟอีนแบบเฉียบพลัน จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นได้นั่นแสดงให้เห็นว่า สารคาเฟอีนมีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการปวดศีรษะจริง 3. 11.45 น. : บรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ เมื่อนั่งทำงานได้สักพักใหญ่ ๆ คุณคงจะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณต้นคอที่จะรู้สึกตึงเป็นพิเศษ วิธีบรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณต้นคอ คือคุณควรยืดตัวตรง เอียงหูไปทางไหล่ซ้ายและไหล่ขวาช้า ๆ ทีละข้างแล้วจึงมองขึ้นข้างบนสลับกับข้างล่าง ทำซ้ำแต่ละท่าประมาณ 4-5 ครั้งต่อ 1 [&hellip

เรื่องของสาวผมดัด (การดูแลผมดัด)

เรื่องของสาวผมดัด (การดูแลผมดัด)   การดัดผม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเส้นผมเปลี่ยนทั้งรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโครงสร้าง เส้นผมอย่างถาวรทำให้เกิดการโค้งงอเพื่อความสวยงามชนิดถาวร สาเหตุก็เป็นเพราะสารเคมีที่อยู่ในน้ำยาดัดผมบนแกนม้วนผมจะซึมซาบเข้าไปทำ ปฏิกิริยากับโครงสร้างเส้นผมให้ดูนุ่มนวลขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของแกนแต่ละชนิดด้วย ยิ่งแกนใหญ่เท่าไหร่ก็จะช่วยให้ลอนผมดูนุ่มนวลมากขึ้น เท่านั้น จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของน้ำยารักษาสภาพลอนผมให้อยู่ตัว ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกลาง เช่นเดียวกับการยืดผมก็จะใช้ขั้นตอนเดียวกัน เพียงแต่อาจใช้หวีช่วย โดยการหวีจากรากจรดปลายเส้นบ่อยๆ ก็จะช่วยให้เส้นผมเหยียดตรงได้ ซึ่งถ้าไม่ชอบในผมที่เปลี่ยนไปก็ไม่สามารถทำให้ผมกลับคืนมาตรงได้เหมือนเดิม ในเวลาที่รวดเร็ว ต้องรอให้ผมส่วนที่งอกใหม่ยาวออกมาเสียก่อน หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ ต้องดัดผมซ้ำอีกครั้งเพื่อให้มีการเรียงตัวทางโครงสร้างของผม Tips • ใช้น้ำมะนาวผสมน้ำให้เจือจาง นำมาชโลมเส้นผมหลังจากล้างน้ำครั้งสุดท้าย ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น กรดในน้ำมะนาวจะช่วยให้ไฟเบอร์ในผมยืดเกาะกนได้แน่น ผมจะเรียบขึ้นหวีง่ายขึ้นและสะท้อนแสงไฟได้ดีขึ้น ทำให้ผมดัดแลดูเป็นเงางาม • ใช้แชมพูสำหรับผมแห้งซึ่งมีน้ำมันซิลิโคนที่มากสักหน่อยเป็นประจำ จะช่วยให้ผมลื่นและดูเงางาม (หลังจากที่สารเคมีทำลายโครงสร้างของเส้นผม ซึ่งมีส่วนทำให้ผมแห้งได้ง่าย) • การนวดหนังศีรษะเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และการผลิตไขมัน • เพื่อการจัดทรงง่าย ใช้น้ำมันอัลมอนด์ใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดใส่แปรงก่อนหวี จะทำให้หวีผมง่ายขึ้นและดูเป็นเงางาม • ก่อนนอนใช้หนังยางรวบผมไว้หลวมๆ ผมจะได้ไม่พันกันตอนกลางคืน • นำเนื้ออะโวคาโดผสมกับน้ำมันทานตะวัน 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวอีกเล็กน้อยชโลมบนผมเปียก ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้หมด ช่วยบำรุงผมหรือวิธีง่ายๆ ด้วยครีมนวดผมและทิ้งไว้ค้างคืนจะช่วยบำรุงผมดัดได้ • สำหรับการแต่งทรงผมดัด ขอแนะนำให้ใช้แปรงสำหรับผมดัดและเน้นลอนผมดัดโดยเฉพาะ อย่างเช่น หวีแปรงทรงกลม มีให้เลือก 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อให้คุณเลือกขนาดของลอนที่เหมาะสมสำหรับการใช้คู่กับไดร์เป่าผม และหวีแปรงขนาดใหญ่ที่เน้นลอนช่วงปลายผมโดยเฉพาะ [&hellip

“ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค”

ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค โดย  นายกันต์นธีร์  ตาคำ  นักโภชนาการ CDT   งานโภชนาการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ “รสเค็ม” …เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่ทำให้อาหารอร่อยขึ้น จนคนส่วนใหญ่เผลอใจ ติดรสเค็มโดยไม่รู้ตัว และอาจไม่รู้ว่าตามหลักโภชนาการนั้น เขาแนะนำให้คนเราสามารถรับประทาน น้ำมัน น้ำตาล และเกลือ น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น คนในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมประมาณวันละ ๒๓๐ มิลลิกรัม หรือประมาณ ๑ ใน ๑๐ ของ ๑ ช้อนชา เท่านั้น (ปริมาณสูงสุดที่องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้คือ วันละ ๖ กรัม ซึ่งมีโซเดียม อยู่ ๒,๔๐๐ มิลลิกรัม) หากเรากินอาหารรสเค็มจัดที่ได้จากเกลือโซเดียม มากกว่า ๖ กรัมต่อวัน หรือมากกว่า ๑ ช้อนชาขึ้นไป เป็นประจำ ก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลมปัจจุปัน (หรือโรคหลอดเลือดสมองแตก) โรคหัวใจ และ ไตวาย รวมทั้ง โรคกระดูกพรุน ขณะเดียวกันคนที่เริ่มเป็น โรคต่างๆ ข้างต้นนั้น ก็ต้อง ระมัดระวังอาหารที่มีโซเดียมสูง อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ในโรคที่เป็นอยู่ หรือกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก และอาจเป็น อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่ระมัดระวังในเรื่องของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป  เพราะโดยทั่วไปแล้ว แร่ธาตุที่เรียกว่า  โซเดียม  ก็มีอยู่ในอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไปอยู่เป็นประจำอยู่บ้าง  [&hellip

แพทย์ มช. แนะภาวะท้องผูกแก้ไขได้ไม่ยาก

แพทย์ มช. แนะภาวะท้องผูกแก้ไขได้ไม่ยาก ภาวะท้องผูกมักเป็นชั่วคราวและไม่รุนแรง การเข้าใจถึงสาเหตุ การป้องกัน และการรักษาจะช่วยบรรเทาอาการนี้ลงได้ อย่าปล่อยให้อาการรุนแรงเกินเยียวยา!!!          ผศ.นพ. ชัยเลิศ พงษ์นริศร  หัวหน้าหน่วยนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์  มช. เปิดเผยว่า  “ภาวะท้องผูกคืออาการไม่ใช่โรค หมายถึงการที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายและสม่ำเสมอ โดยมีความถี่ของการขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่าทุกๆ สามวันหรือวันเว้นสองวันร่วมกับก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็งและยากต่อการขับถ่ายออกมา บางคนที่มีท้องผูกอาจรู้สึกเจ็บปวดเวลาถ่ายอุจจาระซึ่งมักต้องออกแรงเบ่ง    ท้องอืดมีลมเยอะ แน่นท้องและรู้สึกว่าถ่ายไม่หมด   บางคนอาจคิดว่าตนเองท้องผูกหากไม่ได้ขับถ่ายอุจจาระออกมาทุกๆวัน  อย่างไรก็ตามการขับถ่ายมีความแปรปรวนไม่เหมือนกันในแต่ละคนจากวันละสามเวลาไปจนถึงสามวันครั้งได้  หลายคนถามว่าใครบ้างที่มีภาวะท้องผูก คือตลอดช่วงวัยชีวิตของมนุษย์เกือบทุกคนต้องเคยประสบกับอาการท้องผูกบ้างบางครั้ ง  พบภาวะนี้ได้บ่อยยิ่งขึ้นในกลุ่มสตรีที่สูงวัยกว่า 65 ปี สตรีตั้งครรภ์อาจมีภาวะท้องผูกเนื่องจากลำไส้มีการบีบตัวช้าลง และยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรีหลังคลอดบุตรหรือหลังผ่าตัด  ส่วนใหญ่ของภาวะท้องผูกมักเป็นชั่วคราวและไม่รุนแรง การเข้าใจถึงสาเหตุ การป้องกัน และการรักษาจะช่วยบรรเทาอาการนี้ลงได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่          สำหรับสาเหตุหลักท้องผูกที่พบบ่อย ได้แก่การรับประทานอาหารที่ไม่สม่ำเสมอ และมีปริมาณเส้นใยไม่เพียงพอ ,ขาดการออกกำลังกาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ) ,ยาบางชนิด  เช่น  ยาระงับปวด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาระงับปวดที่เป็นสารเสพติด)  ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมและแคลเซียม เป็นต้น  ,การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือกิจวัตร เช่น การตั้งครรภ์ อายุมาก   การเดินทางท่องเที่ยว ,การใช้ยาระบายที่ไม่ถูกต้อง ,การละเลยที่จะออกแรงเบ่งเพื่อขับถ่ายอุจจาระ ,การขาดสารน้ำ ,โรคหรือสภาวะบางอย่าง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (พบได้บ่อยที่สุด) ,ปัญหาของลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ,ปัญหาของการทำงานของลำไส้เอง (ภาวะท้องผูกเรื้อรังไม่รู้สาเหตุ) โดยภาวะท้องผูกจะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้  บางครั้งภาวะท้องผูกอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น  ได้แก่ [&hellip

แพทย์เตือน เป็นหวัดบ่อย เสี่ยงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

แพทย์เตือน เป็นหวัดบ่อย เสี่ยงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสและโรคริดสีดวงจมูก   แพทย์ฯ มช. เตือน ประชาชนที่เป็นหวัดบ่อยๆ  เสี่ยงต่อโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่โรคไซนัสอักเสบ และ โรคริดสีดวงจมูก        โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดที่มีอาการแสดงทางจมูก เกิดหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้วเกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ปัจจุบันพบว่าเด็กและผู้ใหญ่มากว่า 500 ล้านคนทั่วโลกป่วยด้วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาจารย์แพทย์หญิงณัฐิยา หาญประเสริฐพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “จากการสำรวจเมื่อปี 2518-2545 พบคนไทยกว่าร้อยละ 60 ของประเทศป่วยด้วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ทำให้เกิดอาการโพรงจมูกบวม หายใจลำบาก การรับกลิ่นลดลง หายใจทางปาก คันโพรงจมูก  น้ำมูกไหล  จาม และคัดจมูก เป็นต้น ซึ่งสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในแต่ละคนต่างกัน อาทิ ไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน แมลงสาบ ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เชื้อรา ฯลฯ  ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการคล้ายๆอาการของโรคหวัด หากแต่อาการหวัดจะหายภายใน 3-7 วัน แต่โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จะเป็นเรื้อรังตลอดทั้งปีหากสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางจะเป็นปัจจัยส่งเสริมที่ก่อให้เกิดโรคไซนัสขึ้นไปที่หูชั้นกลางอักเสบ จมูกไม่ได้กลิ่นหลอดลมอักเสบ ไอเรื้อรัง เป็นริดสีดวงจมูกอักเสบ เป็นต้น คนที่เป็นภูมิแพ้และมีภาวะจมูกอักเสบ หวัด ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ อยู่แล้วจะเสี่ยงติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าคนอื่นๆอีกด้วย” ภาควิชาโสต ศอนาสิกวิทยา และภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. ขอเชิญผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทดสอบภูมิแพ้และเข้าร่วมโครงการวิจัยผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โดยไม่ต้องใช้ยาและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ [&hellip

แพทย์ มช. เตือนเม็ดเลือดสูงมฤตยูเงียบ

แพทย์ มช. เตือนเม็ดเลือดสูงมฤตยูเงียบ…เสี่ยงพังผืดในไขกระดูก   โรคเม็ดเลือดสูงและโรคพังผืดในไขกระดูกเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะการเจริญของเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้   แพทย์ทางโลหิตวิทยาส่วนใหญ่และองค์กรเกี่ยวกับโรคมะเร็งได้จัดให้เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง คณะแพทย์หน่วยโลหิตวิทยา  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรคเม็ดเลือดสูงได้แก่ โรคเม็ดเลือดแดงสูง (โรคเลือดข้น) โรคเกล็ดเลือดสูงและโรคพังผืดในไขกระดูกเป็นความผิดปกติของไขกระดูกที่เกิดขึ้น เมื่อเซลล์ปกติในไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยขาดการควบคุม  แพทย์ทางโลหิตวิทยาจัดให้โรคเม็ดเลือดแดงสูง (โรคเลือดข้น) โรคเกล็ดเลือดสูงและโรคพังผืดในไขกระดูก เป็นกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า myeloproliferative neoplasm (MPN) เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของกลไกที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือด โดยพบว่าผู้ป่วยเกือบทั้งหมด มีการกลายพันธุ์ของยีน JAK2  CALR และ MPL อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อมีการกลายพันธุ์ขึ้น จึงทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ โดยไม่มีกลไกควบคุม ยั้บยั้ง กรณีที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเป็นหลักจะเกิดเป็นโรคเม็ดเลือดแดงสูงหรือโรคเลือดข้น (polycythemia vera หรือ PV) ถ้าสร้างเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นจะเกิดเป็นโรคเกล็ดเลือดสูง (essential thrombocythemia หรือ ET) ถ้ามีการกระตุ้นให้เกิดการสร้างพังผืดเพิ่มขึ้นเกิดเป็นโรคพังผืดในไขกระดูก (primary myelofibrosis หรือ PMF) นอกจากนี้ทั้งโรคเลือดข้นและโรคเกล็ดเลือดสูงสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรคพังผืดในไขกระดูกได้อีกด้วย ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยโดยพบโรคเม็ดเลือดแดงสูง (โรคเลือดข้น) และโรคเกล็ดเลือดสูงประมาณ 1-3 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี ส่วนโรคพังผืดในไขกระดูกพบได้น้อยกว่าคือ 1 คนต่อประชากร 100,000 คน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ 50-70 ปี [&hellip

แพทย์ มช. เตือนโรคกระดูกพรุนภัยเงียบที่ป้องกันได้ ค่ะ

 แพทย์ มช. เตือนโรคกระดูกพรุนภัยเงียบที่ป้องกันได้ ค่ะ   ข้อมูลโดย อ.นพ. วรากร   จริงจิตร อาจารย์ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มช.   กระดูกเปราะบาง ภาวะความหนาแน่นของกระดูกลดลง   โครงสร้างกระดูกเสื่อมลง  เสี่ยงโรคกระดูกพรุนพบบ่อยในผู้สูงอายุหรือหญิงวัยหมดประจำเดือน   อ.นพ. วรากร   จริงจิตร  อาจารย์ภาควิชาออร์โทปิดิกส์  คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า  “ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดจากโรคกระดูกพรุน คือ กระดูกหัก บริเวณที่พบบ่อยได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ กระดูกหักจะทำให้เกิดอาการปวดมากจนไม่สามารถใช้งานต่อได้ ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ปอดอักเสบ แผลกดทับ ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นเหตุให้สุขภาพแย่ลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงจากโรคกระดุกพรุนมีหลายประเภท อาทิ ผู้สูงอายุ  ,ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง  ,การกินอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย  ,กรรมพันธุ์หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้  , เชื้อชาติ พบมากในคนผิวขาวหรือชาวเอเชีย  ,การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟปริมาณมากเป็นประจำ  ,ขาดการออกกำลังกาย  ,น้ำหนักตัวน้อย รูปร่างผอม  ,เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน ขาดวิตามินดี โรคไทรอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  และใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ โดยอาการของโรคกระดูกพรุน ระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังโก่งค่อม [&hellip

หาวอย่างไรให้ได้รับออกซิเจนสูงสุด

หาวอย่างไรให้ได้รับออกซิเจนสูงสุด   ดร.พอ ล อี.เดนนิสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา (The Educational Kinesiology Foundation) ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ฝึกหาวพร้อมกับนวดบริเวณแก้ม ตำแหน่งเหนือฟันกรามด้านบน ซึ่งมีกล้ามเนื้อทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปาก ช่วยให้สามารถสูดอากาศได้ นานและรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นในเวลาอันสั้น ฉะนั้น เพื่อให้การหาวมีประสิทธิภาพในการนำออกซิเจนมาช่วยกระบวนการเผาผลาญเพิ่มพลังงานให้สมอง และเพิ่มสมาธิในการทำงาน 1. นั่งหรือยืนตัวตรง หลับตาให้สนิท 2. หาวโดยอ้าปากเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าทางปาก 3. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางบนแก้มบริเวณเหนือฟันกรามบนทั้งสองข้าง แล้วนวดวนเป็นวงกลม 4. หาวจนสุดแล้วปิดปาก หายใจตามปกติ ทำซ้ำจนครบ 3 ครั้ง **ขอบคุณที่มา : ชีวจิต   สำนักข่าว cnxnews เจาะข่าว ตรงใจคุณ รายงาน

แพทย์ มช. เตือนอาการปวดรุนแรงเสี่ยงโรคเก๊าท์

 แพทย์ มช. เตือนอาการปวดรุนแรงเสี่ยงโรคเก๊าท์    ข้อมูลโดย นพ.สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม คณะแพทยศาสตร์ มช.   ผู้อ่านหลายท่านคงได้ยินมาบ้างแล้วว่ากินไก่มากเสี่ยงเก๊าท์นะ! ซึ่งสาเหตุหลักของโรคเก๊าท์มิใช่กินไก่เพียงอย่างเดียว นพ.สิทธิ์  หงษ์ทรงเกียรติ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า  “โรคเก๊าท์คือโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริคในร่างกายเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตในข้อกระดูก  และเกิดข้ออักเสบตามมาในที่สุด ในคำกล่าวทั่ว ๆ ไป  คำว่า “โรคเก๊าท์” มักหมายถึงโรคข้ออักเสบ  แต่ความจริงแล้วผลึกของเกลือยูเรตยังอาจสะสมในอวัยวะอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อได้ด้วย เช่น สะสมที่ผิวหนังเรียกว่าปุ่มก้อนโทฟัสหากสะสมที่ไตจะทำให้เกิดนิ่วในไตหรือไตวายเรื้อรังได้    สำหรับอาการของโรคเก๊าท์  มักจะเป็นที่ข้อในบริเวณส่วนล่างของร่างกาย  คือเข่า ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า โดยข้อกระดูกแรกสุดที่มักจะเป็น คือ ข้อเท้าหรือข้อโคนหัวแม่เท้าข้อที่เป็นมักจะอักเสบอย่างรุนแรงคือ ปวด บวม แดง และร้อน อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดภายใน 24-48 ชม. หากอักเสบมากอาจมีไข้ร่วมด้วย หลังจากนั้นอาจจะทุเลาลงเองได้แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง  หากเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่องอาจลามไปถึงข้อในบริเวณส่วนบนของร่างกายได้ เช่น ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ การอักเสบแต่ละครั้งจะนานขึ้น รุนแรงขึ้นส่งผลให้การรักษายากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดอาจกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังที่ไม่หายสนิทหรือเกิดการทำลายของข้อทำให้เกิดความพิการตามมาได้ โดยการวินิจฉัยโรคเก๊าท์มีวิธีการวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดสำหรับโรคนี้ คือการตรวจพบผลึกของเกลือยูเรตจากน้ำไขข้อซึ่งได้มาจากการเจาะตรวจน้ำไขข้อขณะที่มีการอักเสบ  หรือจากปุ่มก้อนโทฟัสซึ่งได้มาจากการใช้ปลายเข็มสะกิดมาตรวจ แต่ในกรณีที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจด้วยวิธีการข้างต้น แพทย์จะพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วยการตรวจร่างกาย และผลเลือดมาประกอบกันในการวินิจฉัยโรค ซึ่งการวินิจฉัยจากการตรวจเลือดนั้นมีความเข้าใจผิดกันมากว่าการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคเป็นการวินิจฉัยโรคเก๊าท์  แท้ที่จริงแล้วการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเท่านั้น  โดยต้องใช้ประกอบกับการซักประวัติ [&hellip

Page 2 of 41234