Print Friendly, PDF & Email

เที่ยวไนแองการ่า มลรัฐนิวยอร์ก

น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษแม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนตาริโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ มลรัฐนิวยอร์ก

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันชื่อว่า อังคณา แสงแก้ว ตอนนี้อยู่มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา  ดิฉันมาที่นี่ในฐานะออแพร์ คือ โครงการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กโดยอาศัยอยู่กับโฮสแฟมิลี่และเรียนหนังสือในวิทยาลัยไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นหากว่างจากการทำงานดิฉันก็ได้มีโอกาสออกเดินทางไปแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ต่างถิ่น ไกล้บ้าง ไกลบ้าง สุข ทุกข์ เหงา เศร้าบ้างปนกันไป  สถานที่ทุกแห่งที่พบเจอมา ดิฉันได้เก็บภาพถ่ายเพื่อเป็นการบันทึกและเพิ่มความทรงจำดี ๆ ของดิฉันที่ไม่มีวันลบเลือน

นึกย้อนไปเมื่อตอนสมัยเด็ก เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก  หนึ่งในนั้น คือ น้ำตกไนแองการ่าฟอลส์  ในหนังสื่อพูดถึงความยิ่งใหญ่และหนักหน่วงของพลังน้ำตกอย่างน่ามหัศจรรย์  จนเมื่อวันหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางมายังประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะ ออแพร์ ว่าแล้วก็อยากไปให้เห็นกับตาด้วยตนเองสักครั้งหนี่งในชีวิต   วันนี้ดิฉันขอพิสูจน์บ้างไหน  ๆ ก็มีโอกาศได้มาที่นี่แล้วจะมาให้เสียเที่ยวทำไมอยู่เล่า  ตามกันมาเลยค่ะ นับตั้งแต่การเดินทางจากนิวเจอร์ซี่รัฐที่ดิฉันทำงานและเรียนอยู่   เริ่มจากการนั่งรถไฟท้องถิ่นเพื่อมาลงที่ฟิลาเดลเฟียแอร์พอร์ตซึ่งเป็นสถานที่ที่เราจะเช่ารถไปกัน    พวกเราตกลงเช่าเป็นเวลาทั้งหมด 3 วัน รวมค่าประกันอุบัติเหตุแล้วเบ็ดเสร็จก็ประมาณ  $ 127.75  พอเสร็จสิ้นภาระกิจแล้วก็เดินทางออกจากแอร์พอรต์ด้วยรถ Volkswagen Beetle  ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ สามทุ่ม เศษพวกเราขับรถมุ่งหน้าจากฟิลาเดลเฟียสู่มหานครนิวยอร์ก การเดินทางได้เริ่มต้นแล้วค่ะ

การเดินทางไป ไนแองการ่าฟอลส์ ในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 คน มีเราคนไทยคนเดียว และเพื่อนอีก 2 คนเป็นชาวญี่ปุ่น พวกเราเดินทางโดนใช้ จี พี เอส  คือ แผนที่บอกเส้นทางเพื่อให้ง่ายสู่จุดหมายปลายทาง   แต่ทว่าการเดินทางคืนนี้ ค่อนข้างตะกุกตะกักเป็นพิเศษ เนื่องจากว่ามีฝนตกหนักมากขณะขับรถ จึงทำให้มองไม่ค่อยเห็นเส้นทางเท่าที่ควรบวกกับความเหน็ดเหนี่อยกับการทำงานมาทั้งวันของพวกเรา ทำให้แผนที่เราเตรียมไว้ว่าจะต้องไปถึงตอนเช้าตรู่นั่น กลับต้องล่าช้าลงเนื่องจากว่าพวกเราต้องหยุดพักผ่อนนอนหลับในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งกลางป่าเขา

ตื่นเข้าตรู่เวลา หก โมงเช้า อากาศข้างนอกเย็นฉ่ำ ฝนยังคงตกปลอย ๆ แวะซื้อกาแฟร้อนกรุ่นเพื่อเติมความกระชุ่มกระชวยของร่างกาย   จากนั้นออกเดินทางต่อ เรายังคงตื่นเต้นกับสองข้างทางในนิวยอร์กแบบชนบทถ้าใครจินตนาการไม่ออกว่าเป็นแบบไหน นี่เลย ภาพยนตร์  Babe ที่มี Barn  ( ยุ้งฉาง )  ห้อมล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวอันกว้างใหญ่  แซมด้วยดอกไม้ป่า โค แกะ แพะ   เราจึงอดใจมาไหว เลยจอดรถลงถ่ายรูปซะเลย

การขับรถที่แสนยาวนานตั้งแต่คืนวาน  บัดนี้พวกเราได้มาถึงละค่ะ เห็นปลายแม่น้ำไนแองการ่าแล้ว แม่น้ำเป็นสีออกฟ้าอมเขียว เลยลดกระจกลงเพื่อฟังเสียงน้ำไหลอย่างเชี่ยวกราด   เสี่ยงน้ำไหลดูรุนแรงและน่ากลัวเหลือเกิน  เราขับไปตามสายน้ำที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างในจดจ่อและตื่นเต้น  นี่ไง พวกเรามาเห็นแล้ว สิ่งมหัศจรรย์  แวบแรกที่เราเห็นน้ำตกไนแองการ่า มันช่างดูยิ่งใหญ่นัก  เสียงน้ำตกดูมีพลังมาก แรงจริง ๆ มาพร้อมด้วยละอองน้ำเป็นฝอยกระจายไปทั่วทุกสารแห่ง  ละอองน้ำกระทบกับผิวหนังของเรา ทำให้ขนลุกไปทั่วร่างกายเพราะมันช่างเยือกเย็นจริง  พวกเราเดินเข้าไปชมตัวอุทยานน้ำตก จากประวัติแล้วน้ำตกแห่งนี้ ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแองการ่าที่อยู่ติดกับชายแดน Buffalo เมือง New York  และติดกับชายแดนเมือง ออนโตริโอ ประเทศแคนาดา  สหรัฐอเมริกา  เป็นที่ว่ากันว่า หากมองมาจากฝั่งแคนาดาจะเห็นน้ำตกที่สวยกว่าฝั่งนิวยอร์ก  เพียงแค่เดินข้ามสะพาน Rainbow Bridge  คุณก็มาถึงประเทศแคนาดาแล้ว ง่ายไหมละคะ เหมือนจะง่ายหากเป็นคนอเมริกา ญี่ปุ่น ไม่ต้องขอ  หากเป็นคนไทยต้องดำเนินการขอวิซ่าค่ะใช้เวลาประมาณหนี่งวันก็เสร็จสิ้น

นอกจากนี้หากใครที่ต้องการสัมผัสน้ำตกแบบใกล้ชิด ที่นั่นมีเรื่อบริการที่ชื่อว่า Maid of the Mist แปลตามตัวอักษรก็คือหญิงสาวแห่งสายหมอก ตามตำนานเล่าว่าสมัยหนึ่งชาวอินเดียนแดงที่อาศัยแถบนี้ล้มตายลงเป็นอันมาก ด้วยโรคระบาด พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งสายน้ำไม่โปรดจึงลงโทษด้วยการคร่าชีวิต ผู้คน จึงส่งลูกสาวของหัวหน้าเผ่าลงเรือให้ไหลลงไปตามน้ำตกเพื่อสังเวยแด่เทพเจ้า เทพเจ้าโปรดปรานเธอมาก เธอตกลงยอมเป็นภรรยาโดยมีเงื่อนไขว่าเทพเจ้าต้องช่วยชีวิตผู้คนในเผ่าเธอ เทพเจ้าจึงเปิดเผยว่าที่ผู้คนล้มตายเป็นเพราะงูยักษ์ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำคาย พิษลงในน้ำดื่ม เธอจึงปรากฏกายขึ้นในม่านน้ำ (mist) เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน ตกกลางคืนชาวบ้านจึงรุมจับงูและฆ่าทิ้ง ศพของงูลอยไปติดแก่งเหนือน้ำตก จึงขวางทางน้ำเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้า

            พอเสร็จจากการสัมผัสบรรยากาศน้ำตกแล้ว พวกเราก็มาเดินเล่นผ่อนคลายบริเวณรอบ ๆ ไนแองการ่าฟอลส์  คิดถึงบรรยากาศชายแดนแม่สาย –พม่าบ้านเรา มีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย จีน และฝั่งทางยุโรป

กลับมาถึงที่พักหลังตะวันตกดิน  พวกเราเช็คอินเข้าพักโมเต็ลขนาดเล็กที่ค่อนข้างจะผิดความคาดหมาย แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ออกจะขำ ๆ ไปนิดกับบรรยากาศชวนดูน่ากลัวพิลึกยังไงชอบกล  แต่ก็เอาเหอะดีกว่าไม่มีที่นอน แต่ก็อดคิดเล่นๆไม่ได้ว่าโมเต็ลในราคา $ 120 /คืนหากเป็นเมืองไทยก็คงได้อยู่ห้องพักแบบสะดวกสบายเลยทีเดียว

ได้เวลาเดินทางกลับ ออกจากที่พักพร้อมโยนสัมภาระไว้ในหลังรถ Beetle ขับรถมุ่งหน้าจาก Niagara Falls Blvd ตรงกลับสู่ฟิลาเดลเฟีย และแล้วพวกเรากลับมาถึงฟิลาเดลเฟียแอร์พอร์ตอย่างปลอดภัยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 6 ชั่วโมง  เฉลี่ยแล้วการเดินทางครั้งนี้หมดไปคนละประมาณ $ 157 ซึ่งถือว่าประหยัดและคุ้มค่ามาก เพราะพวกเราเลือกที่จะทำอะไรเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการเดินทาง  ดีใจที่ได้ทำอะไรแบบอิสระเสรี   หากพวกเราเลือกนั่ง รถบัสไป ก็คงจะไม่สนุกสนานและเร้าใจเช่นนี้แน่นอน ขอบคุณ Orie Saiki และ Chie Inada ที่ทำให้ฝันของพวกเราเป็นจริง   แม้จะมีปัญหามากมายแต่เราก็ผ่านพ้นมันไปได้ หากไม่มีก็อาจจะทำให้การเดินทางของเราจึดชืดน่าดู  หากมีโอกาสก็คงจะได้กลับมาเยี่ยมเยื่อนถิ่นนี้แน่นอน

        ยังไงก็ตามขอฝากผลงาน เปิดประสบการณ์ต่างแดน ด้วยนะคะ ยินดีพร้อมรับคำแนะนำติชมค่ะ และสัญญาว่าจะสรรหาที่เที่ยวที่น่าตื่นเต้นให้ท่านผู้อ่าน และอีกด้านหนึ่งหากได้พบได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ก็จะไม่ลืมแบ่งบันประสบการณ์ให้ท่านผู้อ่านแน่นอน แล้วเจอกันค่ะ

อังคณา  แสงแก้ว รายงาน

สำนักข่าว

Cnxnews เจาะข่าว ตรงใจคุณ 

Comments

comments

ข่าวน่าสนใจอื่นๆ: