Print Friendly, PDF & Email

เทสโก้จ่อขายกิจการในไทย

Tesco

“เทสโก้” เตรียมขายกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก รวมถึงสินทรัพย์ในไทย หวังกอบกู้วิกฤติการเงินครั้งร้ายแรง

นายเดฟ ลูว์อิส ซีอีโอของบริษัทเทสโก้ของอังกฤษ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาการขายสินทรัพย์ในอังกฤษ, ไทย และในประเทศอื่นๆ แม้เขาเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 สัปดาห์ ขณะที่เขาพยายามระดมเงินทุนเพื่อกอบกู้กิจการเทสโก้ที่มีการดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 95 ปี ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุด

เทสโก้ เป็นบริษัทค้าปลีกใหญ่อันดับ 3 ของโลก มียอดขายตกต่ำลงจนถึงขั้นที่ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องระดมเงินมากยิ่งขึ้น เพื่อจะนำมาใช้รับมือกับหนี้สินและยอดขาดดุลเงินบำนาญที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ เทสโก้ยังจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนของแผนฟื้นฟูยอดขายด้วย

นายลูว์อิส ซึ่งเป็นซีอีโอคนใหม่ของบริษัทเทสโก้ของอังกฤษ มีแนวโน้มที่จะทำตามอย่างบริษัทซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอื่นๆ ในยุโรป ด้วยการพิจารณาขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักหรือทำการแตกธุรกิจดังกล่าวออกไป เพื่อให้ทางบริษัทมุ่งความสนใจไปยังธุรกิจหลักในอังกฤษและสร้างความพึงพอใจให้แก่นักลงทุน หลังจากเกิดข่าวอื้อฉาวทางการบัญชีในปีนี้

ทั้งนี้ นายลูว์อิสกำลังพยายามระดมเงินทุนเพื่อกอบกู้กิจการเทสโก้ที่มีการดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 95 ปี ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุด

ฐานะการเงินของเทสโก้ได้รับแรงกดดันในช่วงนี้ โดยเทสโก้มีหนี้สุทธิ 6.6 พันล้านปอนด์ ซึ่งสูงถึง 3.2 เท่าของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และสูงกว่าเป้าหมายที่ทางบริษัทตั้งไว้ที่ 2.5 เท่า โดยสัดส่วนหนี้สินสุทธินี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้ต่อทุนของเทสโก้อยู่ที่ 0.76 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางของอุตสาหกรรมนี้ที่ 0.53

ปัจจัยเหล่านี้และผลกำไรที่ดิ่งลงของเทสโก้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่ง ประกาศเตือนว่า ทางสถาบันอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเทสโก้ลง โดยขณะนี้เทสโก้ มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่สูงกว่าสถานะ “ขยะ” เพียง 2 ขั้นเท่านั้น

เทสโก้เคยเป็นบริษัทที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน แต่เริ่มประสบปัญหาในช่วงปลายทศวรรษ 2000 เมื่อเทสโก้จำกัดการลงทุนในอังกฤษ เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการใหม่ในเอเชียและยุโรปตะวันออก ขณะที่ขาดทุนอย่างมากจากความล้มเหลวในสหรัฐ

เทสโก้มีการปรับตัวอย่างเชื่องช้าต่อการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในอังกฤษ โดยห้างขนาดใหญ่นอกตัวเมืองของเทสโก้สูญเสียความนิยมจากประชาชน ในขณะที่พวกเขาหันไปซื้อสินค้าจากร้านค้าในท้องถิ่นและจากระบบออนไลน์

นอกจากนี้ เทสโก้ยังเผชิญกับคู่แข่งทั้งในตลาดระดับบนและระดับล่างด้วย โดยเทสโก้ ต้องแข่งขันกับบริษัทอัลดีและบริษัทลีเดิล ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านขายสินค้าราคาถูก และต้องแข่งขันกับบริษัทเวทโรสและบริษัทมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกในตลาด

วิกฤติการเงินของเทสโก้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ โดยได้ออกประกาศเตือนเรื่องผลกำไร ถึง 3 ครั้งในช่วง 64 วัน ขณะที่เทสโก้ตรวจพบความผิดพลาดในระบบบัญชี โดยเหตุการณ์นี้ ส่งผลให้นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อดัง กล่าวว่า การที่เขาถือครองหุ้นเกือบถึง 4 % ในเทสโก้ถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และหลังจากนั้นเขาก็ลดการถือหุ้นในเทสโก้ลง

ธุรกิจในเอเชีย มูลค่าหมื่นล้านปอนด์

สำหรับกิจการหรือสินทรัพย์ที่เทสโก้อาจขายออกไป มีในหลายทวีป โดยสินทรัพย์ที่ให้ผลกำไรมากที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในอังกฤษของเทสโก้ คือธุรกิจของเทสโก้ในเกาหลีใต้และไทย โดยเทสโก้อาจจะขายกิจการสองแห่งนี้ออกไป หรืออาจจะแตกกิจการดังกล่าวออกไป โดยให้ทีมงานในประเทศนั้นๆ ทำหน้าที่บริหารและนำกิจการดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นของประเทศดังกล่าว ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่บริษัทกาสิโนของฝรั่งเศสเคยทำกับกิจการในไทย

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ธุรกิจของเทสโก้ในไทยอาจมีมูลค่า 5 พันล้านปอนด์ ส่วนธุรกิจในเกาหลีใต้อาจมีมูลค่า 4 พันล้านปอนด์

ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มสนใจเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ คือบริษัทคู่แข่งในเอเชีย ซึ่งรวมถึงบริษัทอิออนของญี่ปุ่น และบริษัทล็อตเต้ ช็อปปิงของเกาหลีใต้ นอกจากนี้ เทสโก้ยังมีธุรกิจในมาเลเซียด้วย

 

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20141018/612002/%C3%A0%C2%B7%C3%8A%C3%A2%C2%A1%C3%A9%C2%A8%C3%A8%CD%A2%C3%92%C2%A1%D4%A8%C2%A1%C3%92%C3%83%C3%A3%C2%B9%C3%A4%C2%B7%C3%82.html

 

สำนักข่าว CNX NEWS เจาะข่าว ตรงใจคุณ

 

Comments

comments

ข่าวน่าสนใจอื่นๆ: