Print Friendly, PDF & Email

ฮั่งเพ้ง 1958 จัดโครงการนกพิราบอาสา เสริมสร้างปัญญา พัฒนาเยาวชนไทย ครั้งที่ 2

 

 

บริษัท สันติภาพ (ฮั่งเพ้ง 1958) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์นกพิราบ จัดโครงการนกพิราบอาสา เสริมสร้างปัญญา พัฒนาเยาวชนไทย  ครั้งที่ 2เพื่อทำซีเอสอาร์กระตุ้นกับเยาวชนเกิดการเรียนรู้เรื่องการเกษตรพร้อมช่วยพัฒนาผลการสอบโอเน็ตเอเน็ตให้สูงขึ้น หวังพัฒนาเยาวชนไทย สู่ความสำเร็จทางวิชาการควบคู่กับความสำเร็จของภาคเกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมี

เมื่อวันที่ 10 พ.ย 2555 เวลา 11.00 น. นางมาลัย รัชตสวรรค์กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สันติภาพ (ฮั่วเพ้ง1958) จำกัด และบริษัท เอฟ บี ฟู้ดเซอร์วิส จำกัด  นายอนันต์ เวียงลอผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางป้อม และนายสุรชัย ไชยนิตย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทสันติภาพ(ฮั่วเพ้ง 1958) จำกัด สาขาเชียงใหม่  ร่วมกันกล่าวเปิดโครงการนกพิราบอาสา เสริมสร้างปัญญา พัฒนาเยาวชนไทย  ครั้งที่ 2 ณ โรงเรียนบ้านปางป้อม อ.จุน จ.พะเยา

โดยนางมาลัย รัชตสวรรค์กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรรมการผู้จัดการ บริษัทสันติภาพ (ฮั่วเพ้ง 1958) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ผักดองหลากหลายชนิดภายใต้เครื่องหมายการค้าตรา “นกพิราบ” กล่าวว่า บริษัทสันติภาพ (ฮั่วเพ้ง 1958) จำกัด เรามีนโยบายสร้างการเรียนรู้แก่เยาวชน เพื่อให้เยาชนเป็นตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรแนวใหม่ที่จะนำมาสู่การพัฒนาอาชีพทางการเกษตรใน อนาคต ในการเสริมสร้างการเรียนรู้ให้เยาวชน ในรูปแบบการสอน และให้ความรู้ทางวิชาการศึกษา คือ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ วิชาชีพเกษตรกรรม แก่เยาวชนในชุมชน เพื่อพัฒนาความรู้ให้เพิ่มพูนขึ้น สามารถสอบแข่งขันเข้าศึกษาในโรงเรียนที่ดีมีชื่อเสียง มีพื้นฐานความรู้ที่ใช้ในการศึกษาต่อระดับชั้นที่สูงขึ้นไป เพื่อเยาวชนในวันนี้จะเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพในวันหน้า และสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ระหว่างชุมชนกับโรงงาน

ซึ่งกิจกรรมการเรียน การสอน ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะครูอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการเป็นผู้สอนวิชาให้กับเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 50 คน จาก 5 โรงเรียน ได้แก่ รร.บ้านปางป้อม รร.บ้านศรีเมืองชุม รร.บ้างเวียงลอ รร.บ้านน้ำจุน รร.บ้านล่องย้าง และคาดหวังว่าโครงการนกพิราบอาสา เสริมสร้างปัญญา พัฒนาเยาวชนไทย  ครั้งที่ 2 นี้จะทำให้เยาชนได้นำความรู้กลับมาพัฒนาให้เข้มแข็งพร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับชุมชน

ส่วนภาคเกษตรกรนั้นเราต้องการให้มีส่วนร่วมกับชุมชนได้หันมาพัฒนาส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ โดยลดการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการเพาะปลูก การส่งเสริมทางวิชาการสมัยใหม่ เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดอาหารทั่วโลก ขณะเดียวกันยังจะช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย เพื่อให้เป็นผักกาดเขียวปลีทีดีทุกหัวจากไร่ สู่ครัวของผู้บริโภคโดยปลอดสารเคมี.

สำนักข่าว 
cnx news เจาะข่าว ตรงใจคุณ รายงาน

Comments

comments

ข่าวน่าสนใจอื่นๆ: