Print Friendly, PDF & Email

สถานการณ์ “ไซปรัส” สะท้อนวิกฤติหนี้ยุโรปไม่จบ

 ไซปรัส” หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ สาธารณรัฐไซปรัส  (เป็น เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตะวันออก  เศรษฐกิจของประเทศไซปรัสมีความหลากหลาย และมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตามประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ประมาณการไว้ว่า จีดีพีต่อหัวของไซปรัสน่าจะอยู่ที่ประมาณ 28,381 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี  ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มสหภาพยุโรป

แต่วิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในยุโรป  ได้ส่งผลกระทบต่อไซปรัสอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้    และใน ที่สุด ไซปรัสก็เป็นประเทศที่ 5  ในกลุ่มยูโรโซน ต่อจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน  ที่ต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากสมาชิกในกลุ่ม นับ แต่เกิดวิกฤติหนี้สินในปี 2553  โดยยื่นขอความช่วยเหลือเมื่อเดือนมิถุนายน 2555  แต่เพิ่งได้เจรจากันช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนกุมภาพันธ์ที่ ผ่านมา

ในที่สุด กองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ ก็มีมติอนุมัติเงินกู้ 10,000 ยูโร หรือราว 385,000 ล้านบาท ให้กับไซปรัส เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลาย โดยเงื่อนไข ของโครงการให้กู้ยืมเงินฉุกเฉินครั้งนี้   ไซปรัสยอมตกลงจะปรับเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคลอีกร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ 12.5 รวมถึงเก็บภาษีเงินฝากที่ไม่ถึง 100,000 ยูโร  ในอัตราร้อยละ 6.75 และที่มากกว่า 100,000 ยูโร ในอัตราร้อยละ 9.9 และจะคิดภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากด้วย 

ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวในที่สุดก็มีการ ทบทวน เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ แม้รัฐบาลไซปรัสจะยกเลิก การเก็บภาษีบัญชีเงินฝาก แต่ยังคงการจัดเก็บภาษีร้อยละ  6.75 สำหรับบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 20,000 – 100,000 ยูโร และร้อยละ 9.9  สำหรับบัญชีเงินฝากที่มีมากกว่า 100,000 ยูโร

และในที่สุดรัฐสภาไซปรัสที่ประกอบด้วย สมาชิก 56 ราย ได้ลงมติไม่เห็นชอบร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีเงินฝากดังกล่าว ด้วยคะแนน เสียง 36 เสียง โดย 19 รายงดออกเสียง แม้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนร่างกฎหมายดังกล่าว แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังเผชิญกับการต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้านและแม้แต่พรรค ร่วมรัฐบาลเอง

ส่วนนักวิเคราะห์ก็มองว่า การลงคะแนน เสียงดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของไซปรัสตกอยู่ในภาวะอัมพาต เพราะไซปรัสจำเป็น จะต้องหาเงินจำนวน 15,800 ล้านยูโร เพื่ออุ้มภาคธนาคาร และจำเป็นต้องหาเงินเข้าคลังด้วย  ถ้าหากไซปรัสไม่สามารถหาเงินเข้ามาเพิ่มได้ ระบบการคลังของไซปรัสจะต้องอยู่ในภาวะล้มละลายหลายปี และอาจถูกบีบให้ออกจากกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร

สถานการณ์ในไซปรัสที่เกิดขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ซึ่งไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จาก ตลาดหุ้นที่ปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา  และค่าเงินบาทก็ปรับแข็งค่าขึ้นเกือบไปแตะที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  และยังสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นมานานกว่า 4  ปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าที่จะจบลงได้ง่ายๆ

 

ขอบคุณที่มา : www.acnews.net

สำนักข่าว

cnx news เจาะข่าว ตรงใจคุณ รายงาน

 

Comments

comments

ข่าวน่าสนใจอื่นๆ: