Print Friendly

IMG_5055

ความพิการทางสายตา ไม่สามารถทำร้ายจิตใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา…เรื่องราวที่คุณต้องอ่าน!!

………………………………………………………………………………………………………………..

“ผมทำตัวเหมือนคนปกติทั่วไป ตอนนั้นตาผมมองเห็นได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์มันเริ่มมืดลงเรื่อยๆ บาง

วันตอนผมนั่งทานข้าวกลางวันที่มหาวิทยาลัยผมคลำอาหารไม่เจอผมถึงกับร้องไห้โฮออกมา ไม่มี

ใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม”

 

ผู้เขียนรู้จักผู้ชายหัวใจแกร่งคนนี้ เพราะเขาเป็นรุ่นน้องที่เคยเรียนด้วยกันมาสมัยมัธยมต้น “พอลร์ ผู้พิชิตไพร” คือชื่อของเขาปีนี้ ปี 2560 เขาอายุ 40 ปี เราก็ไม่เจอกันอีกเลยกว่า 20 ปี ไม่รู้ข่าวคราวของเขาเลย จนวันหนึ่งพี่ชายของเขาได้ติดต่อขอเบอร์โทรเราไป แล้วบอกว่า น้องชายต้องการเบอร์เพื่อติดต่อเรื่องโฆษณา “จำพอลร์ หรือเปาโลได้มั๊ย” พี่ชายเขาถาม เราก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า “จำได้ค่ะ” แฝงความดีใจเพราะไม่ได้เจอกันนาน และนึกภาพไว้ในใจเขาคงเหมือนในรูปที่เคยให้เราไว้ คงไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่หลังจากให้เบอร์ไปแล้ว วันหนึ่งเขาก็โทรกลับมา ประโยคแรกที่เขาทักทาย “ผมพอลร์นะ พี่จำผมได้ไหม” แน่นอนฉันจำเธอได้ดี เสียงเขาไม่เปลี่ยน เขาบอกว่า เขาอยากเขียนเว็บไซต์เกี่ยวกับธุรกิจของเขาซึ่งเป็นโรงงานผลิตเนยถั่ว น้ำมันถั่ว น้ำมันงาสกัดเย็น บลา ๆ ๆ เราฟังเขาอธิบายเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อจะได้แนะนำการเขียนเว็บไซต์ได้ถูก พูดคุยกันอย่างสนุกสนานเราอธิบายงานให้เขาฟัง ถ้าทำแบบนั้นแล้วมันจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคลิกแล้วมันจะเห็นอะไร ถ้าทำ SEO ต้องใช้คำแบบไหนเพื่อให้ติด “เสิร์ชเอนจิน” (Search engine) ในกูเกิล เราพยายามอธิบายให้เขาเห็นภาพ ประหนึ่งมีวิญญาณ AE (Account Executive) สิงร่างเราอยู่  แล้วก็มีประโยคหนึ่งต่อจากนั้น ทำให้เรานิ่งและอึ้งอยู่พักหนึ่ง “พี่ครับ ผมตาบอด” คำถามมันเขาแถวไม่เป็นระเบียบอยู่เต็มหัว จะถามอะไรก่อนดีหลังจากตั้งสติได้ บอดยังไง ? เป็นอะไร ? นานหรือยัง ? แล้วอยู่ยังไง ? แล้วทำงานยังไง ? จะหายมั๊ย ? โอ้แม่เจ้า !!

 

S__92045314

“พอลร์” เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นโรค Behcet’s (เบเซ็ท) ทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดทั่วรางกาย เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน Auto Immune System ทำให้ตาของเขาค่อย ๆ บอดลง ตั้งแต่ปี 2541 ตอนนั้นเขาเริ่มเรียน ปี1ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เปอร์เซ็นต์การมองเห็นของเขาลดลงเรื่อย ๆ แต่เพื่อน ๆ ในห้องไม่มีใครรู้เลย เพราะเขายังใช้ชีวิตปกติ ไปนั่งเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยังลงเรืองที่คลองแสนแสบจากบ้านไปมหาวิทยาลัยอยู่ทุกวัน ทำแบบนั้นจนเรียนอยู่ปี 3 เขาจึงต้องยุติทุกสิ่งทุกอย่างลง เมื่อตาของเขาบอดสนิท เพื่อน ๆ ในห้องตกใจกันหมดว่าอยู่ ๆ พอลร์ก็ตาบอด แล้วที่ผ่านมา ที่มานั่งเรียนด้วยกันทุกวันเขามองเห็นแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เองหรือ …ในปี 2544 หลังจากที่ตาเขาบอดสนิท เขาทำใจไม่ได้รับสภาพตัวเองไม่ได้ ต้องกลับมาอยู่บ้านรักษาตัวอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเก็บตัวอยู่แต่ในห้องในความมืดมิดเขาเดินได้ไกลที่สุดคือ ระหว่างห้องน้ำกับเตียงนอนเกือบ 2 ปี ที่เขาทำแบบนั้น วันหนึ่ง พ่อของเขาได้มานั่งคุยและปลอบใจเขาหัวอกคนเป็นพ่อ คงปวดใจไม่น้อยไปกว่าลูกเห็นลูกเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องมาตลอดระยะเวลา 2 ปี พ่อพูดประโยคนี้กับ พอลร์ “คนเราถ้าจะอยู่ ก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์” พ่อแนะนำให้เขาไปฟื้นฟูสภาพจิตใจของคนพิการ จนเขาฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยกลับไปเรียนระดับปริญญาตรีจนจบ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในคณะครุศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษ หลังจากที่เขาจบมา เขาก็คิดว่าเขาจะทำงานอะไร ที่ไหนที่รับคนพิการเข้าทำงานบ้าง เงินเดือนเท่าไหร่ และแล้วเขาก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในงานที่เขาไปสอบแข่งขันถึงแม้เขาจะทำคะแนนได้ดีกว่าคนอื่นที่เป็นคนพิการเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ถูกรับเลือกเข้าทำงานเพราะ กิจการจะต้องเลือกผู้พิการน้อยที่สุด ถึงแม้เขาจะทำคะแนนได้มากที่สุด มันก็ไม่สามารถทำให้ฝันเขาเป็นจริงได้

จนวันหนึ่งเขาก็คิดได้ว่า เขาเคยมีปัญหาทางสุขภาพจนทำให้เขาต้องตาบอดเขาจึงอยากทำอะไรเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาสุขภาพถึงแม้เขาจะตาบอดแต่เขาก็ยังมีสติปัญญาที่จะทำอย่างอื่นได้อยู่โดยตัดสินใจทำธุรกิจส่วนตัวอย่างแรกที่เขานึกถึง คือ เนยถั่ว เพราะพ่อเขาเป็นมิชันนารีจะพบปะกับมิชันนารีที่เป็นชาวต่างชาติอยู่เสมอ พวกเขาชอบทานเนยถั่วกับขนมปัง พอลจึงเริ่มคิดค้นสูตรและวิธีการทำ ลองผิดลองถูก ช่วงแรก ๆ ที่ทำก็ให้มิชันนารีที่เป็นชาวต่างชาติช่วยกันชิมปรับปรุงไปเรื่อย ๆ จนลงตัว ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันเริ่มจากเขากับเพื่อน 2 คนที่เริ่มทำจนทุกวันนี้ มีพนักงานที่โรงงานร่วม ๆ 40 คน สินค้าและผลิตภัณฑ์ของเขาภายใต้แบรนด์ PAUL FOOD ได้วางขายในไฮเปอร์มาร์เก็ต จับตลาดกลุ่มไฮเอนด์ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของกิจการเขายังได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ได้รับการศึกษาตามความถนัดของตนเองเพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมในอีกด้านหนึ่งอีกด้วย พอลร์ยังบอกกับพวกเราในช่วงท้ายนี้ว่า ในการดำรงชีวิตของผมทุกวันนี้ ผมได้ยึดมั่นในคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สอนให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารธุรกิจของผม หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ผมจะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเป็นสิ่งที่นำทางให้ผมสามารถก้าวต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ ทำให้ผมมีแรงใจที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ภายใต้ความกดดันมากกว่าคนอื่นครับ

 

 

DSC_8083

DSC_8090

DSC_8110

DSC_8132

DSC_8137

ขอบคุณข้อมูล ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์

YouTube Preview Image

รพิรัตน์  สุขแยง รายงาน

CNX NEWS เจาะข่าว ตรงใจคุณ

 

 

Comments

comments

ข่าวน่าสนใจอื่นๆ: